ปัจจุบันการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ ยังคงเป็นหนทางสร้างรายได้ให้กับประเทศไทย ดังเช่นที่ผ่านมา แม้จะอยู่ในสภาพที่ต้องฝ่าฝันอุปสรรคในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจในโลกค่อนข้างมีปัญหา ตลอดจนมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศต่าง ๆ ซึ่งรัฐบาลได้ให้การสนับสนุนผู้ส่งออกหรือผู้ประกอบการในหลายรูปแบบ หน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่างให้ความร่วมมือ ในการส่งเสริมการส่งออกมาทุกยุคทุกสมัยโดยเฉพาะด้านภาษีอากรและการลดขั้นตอนพิธีการ ทั้งนี้ เพื่อลดค่าใช้จ่ายลดต้นทุนการผลิตและขจัดปัญหาความล่าช้าในการส่งออกด้วยมาตรการต่าง ๆ อันจะเป็นการช่วยเหลือและให้โอกาสแก่ผู้ส่งออกในการแข่งขันกับประกอบการค้าของประเทศอื่น
พิธีการศุลกากรเป็นขั้นตอนทางกฎหมาย และระเบียบปฏิบัติของราชการ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกโดยตรงเป็นปัจจัยหนึ่งต่อศักยภาพการส่งออกของไทย ดังนั้น พิธีการศุลกากรขาออกจึงเป็นเรื่องที่ควรทราบและจำเป็นสำหรับผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไป
ผู้ส่งของอออกต้องปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบปฏิบัติว่าด้วยพิธีการศุลกากรขาออกซึ่งสรุปโดยสังเขปได้ดังนี้
1. ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายศุลกากรและกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับศุลกากร
ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 และพระราชบัญญัติศุลกากรฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติมต่างๆ ในส่วนที่เกี่ยวกับการส่งออก เช่น ต้องผ่านศุลกากร โดยถูกต้อง ซึ่งหากผู้ใดนำของออกไปนอกราชอาณาจักร โดยถูกต้อง ซึ่งหากผู้ใดนำของออกไปนอกราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านศุลกากรโดยถูกต้อง จะมีความผิดฐานลักลอบ หรือหลีกเลี่ยงค่าภาษีอากรตามมาตรา 27 พระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 ซึ่งในการผ่านพิธีการศุลกากรให้ถูกต้องนั้นขั้นอยู่กับลักษณะของสินค้าที่ส่งออก หากเป็นการส่งออกสินค้าทั่วไป ก็ให้ยื่นใบขนสินค้าขาออกและเอกสารประกอบตามที่กฎหมายหรือกรมศุลกากรกำหนด กรณีประสงค์จะส่งออกโดยเร่งด่วน ต้งยื่นคำร้องขอต่อกรมศุลกากรตามแบบที่กำหนด เมื่อได้รับอนุญาตให้ส่งออกไปก่อนแล้ว ปผู้ส่งของออก ต้องยื่นใบขนสินค้าขาออกภายในระยะเวลาที่กรมศุลกากรกำหนดตามนัยมาตรา 45 วรรค 2 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากรพุทธศักราช 2469
กฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร
กฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร เป็นกฎหมายที่ได้กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการชำระภาษีศุลกากร โดยพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ในส่วนภาคึที่ 3 ว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรของขาออก จำแนกประเภทพิกัดอออกเป็น 9 ประเภท ดังนี้
ประเภทที่ 1 ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ไม่ว่าจะเป็ฯข้าวเปลือก ข้าขาว ข้าวกล้อง ข้าวนึ่ง ปลายข้าว หรือรำ
ประเภทที่ 2 เศษโลหะทุกชนิด
ประเภทที่ 3 หนังโคและหนังกระบือ ไม่ว่าดิบหรือฟอกแล้ว (ไม่รวมถึงเศษตัด เศษและผง ซึ่งไม่สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมทำหนังและอุตสาหกรรมผลิตหนัง)
ประเภทที่ 4 ยางของต้นตระกูลฮีเวียไม่ว่าจะเป็นยางแผ่น ยางแท่ง เศษยาง ยางก้อน น้ำยาง หรือขี้ยางจากต้นยาง ยางปนดินหรือปนเปลือกต้นยาง รวมทั้งงยางในลักษณะอืนซึ่งยังอยู่ในสภาพวัตถุดิบ
ประเภทที่ 5 ไม้ ไม้แปรรูปและของทำด้วยไม้
ประเภทที่ 6 เส้นไหมดิบที่ยังไม่ตีเกลียว และเส้นด้ายที่ทำด้วยไหม ขี้ไหมหรือเศษไหม
ประเภทที่ 7 ปลาป่นหรือปลาอบแห้งที่ยังมิได้ป่นอันไม่เหมาะสำหรับเป็นอาหารของมนุษย์
ประเภทที่ 8 ของที่ส่งออกจากเขตพัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA)
ประเภทที่ 9 ของซึ่งมิได้ระบุไว้หรือรวมไว้ในประเภทอื่นใดในพิกัดอัตราศุลกากรขาออก
กฎหมายอื่นที่เกี่ยวกับการศุลกากร
กฎหมายอื่นที่เกี่ยกับการศุลกากรส่งนใหญ่จะเป็ฯกฎหมายว่าด้วยขอที่ควบคุมการส่งออกหรือระเบียบการส่งออกของหน่วยงานต่างๆ ที่ได้กำหนดให้กรมศุลกากรต้องทำการตรวจสอบและควบคุมสินค้าส่งออก ซึ่งมี 2 กรณีด้วยกัน คือ
1. ของต้องห้าม หมายถึง ของที่ห้ามมิให้ส่งออกเช่นสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์สินค้าปลอมหรือ เลียนแบบเครื่องหมายการค้าและตรา
2. ของต้องกำกัด คือ ของที่จะส่งออกได้ ต่อเมื่อได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขของหน่วยงานที่ควบคุมของนั้นๆ แล้ว เช่นต้องได้รับอนุญาติการส่งออกการปฏิบัติตามหลักกการจัดระบียบการส่งออก การชำระค่าธรรมเนียมพิเศษในการส่งออกเป็นต้น
2. ยื่นใบขนสินค้า
ผู้ส่งออกหรือตัวแทนต้องยื่นใบขนสินค้าขาออกพร้อมเอกสารประกอบให้กรมศุลกากรหรือเจ้าหน้าที่ศุลกากรรับรองก่อนนำสินค้าบรรทุกลงเรือ ตามนัยมาตรา 47 แห่ง พระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 เพื่อทำการตรวจสอลบและรับรองก่อนนำไปตรวจปล่อยสินค้าส่งออก
- ต้นฉบับใบขนสินค้าขาออก 1 ฉบับ (แบบ กศก. 101/1)
- คู่ฉบับใบขนสินค้าขาออก 2 ฉบับ
- บัญชีราคาสินค้า(Invoice) 3 ฉบับ
- บัญชีรายละเอียดของที่บรรจุในหีบห่อสินค้า (Packing list) 3 ฉบับ
- ใบอนุญาตส่งออกหรือหนังสือรับรอง กรณีสินค้าส่งออกเป็นของต้องกำกัด ซึ่งจะต้อง
ปฏิบัติตามเงื่อนไขของกฎหมายที่เกี่ยวข้องเสียก่อน จึงจะอนุญาตให้ส่งออกได้
- คำร้องต่างๆ เช่น คำร้องแจ้งความประสงค์การบรรจุสินค้าขาออก คำร้องขอผ่อนผัน
- พิธีการ คำร้องขอเพิ่มคู่ฉบับใบขนสินค้าขาออก
- คำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรกรณีผู้ส่งออกขอเงินชดเชยฯ ตาม พรบ. ชดเชยค่าภาษีอากร
สินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร พ.ศ.2524 (กศก.129) จำนวน 2 ฉบับ
- สำเนาใบขนฯ ขาออกฉบับมุมน้ำเงิน 1 ฉบับ และ Invoice แนบสำเนาใบขนฯ มุมน้ำเงิน
- สำเนาใบขนสินค้าขาออก ขอคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ (กศก.113) 1 ฉบับ กรณี
ผู้ประกอบการขอคืนเงินอากรตามมาตรา 19 ทวิ แห่ง พรบ. ศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482
- สำเนาใบขนสินค้าขาออกอีก 1 ฉบับ เพื่อใช้เป็นใบสุทธินำกลับ
- ภาพถ่ายสี ขนาด Post Card ที่ชัดเจนและชี้ชัดถึงตัวสินค้าที่ส่งออก
- ใบแนบใบขนสินค้าขาเข้า (เฉพาะกรณีภาค 4 ประเภท 2) กรณีของที่ส่งออก เป็นของที่จะนำกลับเข้ามาภายใน 1 ปี โดยขอยกเว้นอากรขาเข้าตาม พรก. พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ภาค 4 ประเภทที่ 1 และ 2
- กรณีของส่งกลัง (Re-export) ตามมาตรา 19 แห่ง พรบ.ศุลกากร(ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482 ต้องแนบต้นฉบับใบขนสินค้าขาเข้า ประกอบใบขนสินค้าขาออกด้วย
3. การชำระค่าภาษีอากร
กรมศุลกากรจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายศุลกากร และกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร โดยผู้ชำระค่าภาษีอากรจะต้องชำระในเวลาที่กรมศุลกากร ได้ออกใบขนสินค้าให้ตามนัยมาตรา 10 วรรคแรกแห่ง พระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 ซึ่งมีข้อพึงทราบ ดับนี้
3.1 เวลาที่เกิดความรับผิดในอันที่จะต้องชำระค่าภาษีอากรขาออกเกิดขึ้นเมื่อเรือที่ได้บรรทุกของนั้นได้ออกจากท่าเรือสุดท้ายที่จะเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร ตามนัย มาตรา 10 ตรี ประกอบมารา 46 แห่ง พระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469
3.2 การขอคืนค่าภาษีอากรขาออกกรณีได้ยื่นใบขนสินค้าชำระค่าภาษีอากรขาออกแล้ว แต่ของไม่ได้ส่งออกหรือส่งออกไม่ครบจำนวน จะขอคืนได้ต่อเมื่อพ้นกำหนด 30 วัน แต่ไม่เกิน 90 วัน นับแต่วันที่กรมศุลกากรได้รับรองใบขนสินค้าขาออกฉบับนั้น ตามนัยมาตรา 10 ตรี วรรค 3 แห่ง พระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469
3.3 การส่งของออกไปต่างประเทศของไทยในปัจจุบันของเกือบทุกชนิดไม่ต้องชำระอากรขาออกคงเหลือที่ต้องชำระอากรขาออกอยู่เพียง 2 ประเภท 3 ที่เป็นหนังโค และหนังกระบือดิบ ที่ยังไม่ฟอกหรือฟอกยังไม่สมบูรณ์ ต้องชำระอากรตามสภาพ กิโลกรัมละ 3 บาท และประเภทที่ 5 ซึ่งเป็นไม้ซุงและไม้แปรรูป ต้องชำระอากร ตามราคาร้อยละ 40 ของราคาที่ส่งออก สำหรับไม้ทั่ว ๆ ไป และร้อยละ 3 ของราคาที่ส่งออก สำหรับ ไม้ยางพารา
ในการชำระอากรขาออก ผู้ส่งของออกจะชำระด้วยเงินสดหรือเป็นเช็ค หรือเป็นบัตรภาษีก็ได้กรณีการชำระด้วยเงินสดนั้น นอกจากจะนำเงินมาชำระที่หน่วยงานรับชำระอากรของกรมศุลกากร โดยตรงแล้วปัจจุบันกรมศุลกากรได้นำระบบชำระเงินผ่านธนาคารมาใช้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ชำระอากรซึ่งได้แก่ระบบ EFT, FEDI
หน่วยงานศุลกากรที่รับปฏิบัติพิธีการส่งออก
กรมศุลกากรมีนโยบายที่จะปฏิบัติพิธีการส่งของออก ให้สามารถให้บริการแก่ผู้ส่งออก หรือตัวแทนได้อย่างเบ็ดเสร็จ จึงได้กระจายให้หน่วยงานต่างๆ สามารถปฏิบัติพิธีการได้หลายแห่ง เช่น
1. กรณีการส่งออกทางเรือ สามารถปฏิบัติพิธีการส่งของออกได้ ที่สำนักงานศุลกากรท่าเรือ
กรุงเทพ สำนักงานศุลกากรแหลมฉบังและ ด่านศุลกากรทางทะเลต่างๆ ฯลฯ
2. กรณีการส่งออกทางอากาศยาน ปฏิบัติพิธีการส่งออกได้ที่สำนักงานศุลกากรท่าอากาศยานกรุงเทพ ด่านศุลกากรท่าอากาศยานภูเก็ต ด่านศุลกากรท่าอากาศยานหาดใหญ่ ด่านศุลกากรท่าอากาศยานเชียงใหม่ และด่านศุลกากรที่กำกับสนามบินศุลกากรต่างๆ
3. กรณีการส่งออกทางไปรษณีย์ สามารถปฏิบัติพิธีการส่งของออกได้ที่ด่านศุลกากรไปรษณีย์ และที่ทำการศุลกากรประจำที่ทำการไปรษณีย์
4. กรณีการส่งออกทางชายแดนทางบก ปฏิบัติพิธีการศุลกากร ได้ที่ด่านศุลกากรที่รับผิดชอบพื้นที่ หรือขออนุมัติปฏิบัติพิธีการศุลกากร ที่ส่วนกลางบางหน่วยที่กรมศุลกากรอนุมัติ
5. กรณีการส่งออกทางรถไฟ สามารถปฏิบัติพิธีการส่งออกได้ที่ด่านศุลกากรรถไฟกรุงเทพ
ด่านศุลกากรปาดังเบซาร์ ด่านศุลกากรสุไหงโกลก และ รพท.การรถไฟฯ ลาดกระบัง
ขั้นตอนการผ่านพิธีการและการตรวจปล่อยขอวงขาออก
1. ผู้ส่งออกหรือตัวแทนส่งข้อมูลใบขนสินค้าขาออก และบัญชีราคาสินค้า (INVOICE) ทุกรายการจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ส่งออกหรือตัวแทนผ่านอุปกรณ์สื่อสารมายังเครื่องคอมพิวเตอร์ของกรมศุลกากร โดยผ่านระบบการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์
2. เครื่องคอมพิวเตอร์ของกรมศุลกากร ตรวจสอบข้อมูลในใบขอนสินค้าขาออก ที่ส่งมาถูกต้องครบถ้วนแล้ว จะออกเลขที่ใบขนสินค้าขาออกและตรวจสอบเงื่อนไขต่างๆ ที่กรมศุลกากรกำหนดไว้เพื่อจัดกลุ่มใบขนสินค้าขาออกเป็นประเภทที่ต้องตรวจสอบพิธีการ (RED LINE) หรือไม่ต้องตรวจสอบพิธีการ (GREEN LINE) สำหรับใบขนสินค้าขาออกที่ไม่ต้องตรวจสอบพิธีการ ให้ชำระค่าอากร (ถ้ามี) และดำเนินการตรวจปล่อยสินค้าต่อไป
3. ใบขนสินค้าขาออกที่ต้องชำระค่าภาษีอากรให้ถือวันที่เครื่องคอมพิวเตอร์ออกเลขที่ใบขนสินค้าขาออกเป็นวันที่ออกใบขนสินค้าฯ ให้สำหรับใบขนสินค้าขาออกเป็นวันที่ออกใบขนสินค้าฯ ให้สำหรับใบขนสินค้าฯ ที่ต้องชำระค่าภาษีอากรให้ถือวันที่เจ้าหน้าที่ประทับตราเลขที่ชำระอากรหรือเลขที่ชำระประกัน พร้อมลงลายมือชื่อ และวัน เดือน ปี กำกับ เป็นวันที่ออกใบขนสินค้าฯ ให้
4. กรณีที่เป็นใบขนสินค้าขาออก ของผู้ส่งของออก ระดับบัตรทองให้งดเว้นการตรวจสอบเงื่อนไขต่างๆ ที่กรมศุลกากรกำหนดไว้ เว้นแต่จะเป็นการสุ่มตรวจ ตามที่เห็นสมควร กรณีเป็นของต้องกำกัด ให้ผู้ส่งของออกระดับบัตรทอง สำแดงเลขที่ใบอนุญาตหรือเลขที่เอกสารสำคัญไว้ในใบขนในค้าฯ จัดกลุ่มใบขนสินค้าขาออกผู้ส่งของออกระดับบัตรทองเป็นประเภทไม่ต้องตรวจสอบพิธีการ (GREEN LINE) โดยสั่งการตรวจว่า ให้สลักรายการบรรทุก เว้นแต่กรณีกรมศุลกากรสุ่มตรวจ ให้จัดกลุ่ม เป็นประเภทต้องตรวจสอบพิธีการ (RED LINE)
เมื่อหน่วยงานตรวจปล่อยสินค้าได้รับใยขนสินค้าขาออกและเอกสารประกอบแล้ว มีขั้นตอนดำเนินการของหน่วยงานตรวจปล่อยดังนี้
1. การลงทะเบียนใบขนสินค้าขาออกโดยระบบคอมพิวเตอร์เรียกข้อมูลใบขนสินค้าตามวันที่ผ่านพิธีการหรือวันที่ชำระอากรแล้วแต่กรณี ขึ้นมาแสดงบนจอภาพ แล้วเลือกใบขนสินค้าที่ต้องการ โดยบันทึกมูลค่า F.O.B. รวม (บาท) ตามที่สำแดงในใบขนสินค้าลงในคอมพิวเตอร์ เครื่องคอมพิวเตอร์จะพิมพ์ พร้อมการกำหนดชื่อเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจปล่อยโดยอัตโนมัติ
ถ้าพบว่าข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์กับเอกสารไม่ถูกต้องตรงกัน จะแจ้งให้ผู้ส่งของออกหรือตัวแทนแก้ไขให้ถูกต้อง สำหรับรายการในใบขนสินค้าที่ผิดพลาด โดยไม่มีผลกระทบต่อค่าภาษีอากรต่อไปนี้คือ สถานที่ตรวจปล่อย/รับบรรทุก, ชื่อเรือ/อากาศยาน, ประเทศปลายทาง, ขายไปยังประเทศ, วันที่ส่งออกรหัสสินค้า และเลขที่ใบอนุญาตส่งออก/เลขที่หนังสือรับรอง ให้ผู้ส่งของออก/ตัวแทนแก้ไขในใบขนสินค่าพร้อมเซ็นชื่อกำกับ และให้เจ้าหน้าที่หน่วยตรวจปล่อยแก้ไขข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมเซ็นชื่อกำกับในใบขนสินค้าด้วย
กรณีรายการในใบขนสินค้าที่ขอแก้ไขมีผลกระทบต่อค่าภาษีอากร ผู้ส่งของออกหรือตัวแทนต้องยกเลิกใบขนสินค้าขาออกฉบับนั้น และให้ส่งข้อมูลใบขนสินค้าพร้อมใบขนสินค้ามายื่นใหม่
2. การลงลายมือชื่อรับรองใบขนสินค้า และเอกสารประกอบใบขนสินค้า กรณีที่เป็นใบขนสินค้าระบบ EDI ระบบ Green Line (ไม่ต้องตรวจสอบพิธีการและประเมินอากร) กรมศุลกากรกำหนดให้นายตรวจศุลกากรผู้รับผิดชอบดำเนินการใบขนสินค้าฉบับนัเนเป็ฯผู้ลงชื่อรับรองในเอกสารประกอบใบขนสินค้าทั้งหมด เช่น Invoice, Packing List ว่าเป็นเอกสารที่ยื่นประกอบใบขนสินค้า ขณะที่นำใบขนสินค้าไปยื่นที่หน่วยงานขาออก
3. กรณีไม่สามารถกำหนดชื่อผู้ตรวจปล่อยโดยเครื่องคอมพิวเตอร์ ให้ปฏิบัติดังนี้
(3.1) ให้เจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่กำหนดชื่อผู้ตรวจปล่อยของที่ส่งออกพิจารณาดำเนินการให้เป็นไปโดยเหมาะสม
(3.2) ให้เจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่กำหนดชื่อผู้ตรวจของซึ่งมอบหมายให้ผู้อื่นดำเนินการแทน ควบคุมดูแล การกำหนดชื่อผู้ตรวจของให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดด้วย
(3.2.1) การกำหนดชื่อผู้ตรวจของ จะกำหนดให้คนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียวหรือหลายคนร่วมกันตรวจก็ได้ โดยคำนึงถึงความเหมาะสม เพื่อเป็นการป้องกันการทุจริตและสะดวกในการควบคุมดูแลตลอดจนความคล่องตัวในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ศุลกากร ตามสภาพการณ์ในปัจจุบัน
(3.2.2) การตรวจและการบันทึกรายการตรวจปล่อยของให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานตรวจปล่อยผู้ได้รับการกกำหนดชื่อเท่านั้น
4. ในกรณีที่ใบขนสินค้าขาออกฉบับใดไม่ติดเงื่อนไข (PROFILE) ในการเลือกตรวจ (SELECTION XRITERIA) หรือเงื่อนไขการตรวจร่วม(HIGH RISK PROFILE) และหน่วยงานพิธีการไม่ได้สั่งการตรวจให้เปิดตรวจสินค้า หรือหัวหน้าหน่วยงานตรวจปล่อยหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายไม่มีเหตุผลพิเศษที่จะต้องให้เปิดตรวจให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ถูกกำหนดชื่อตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนของเอกสารประกอบใบขนสินค้าขาออก หากเป็นใบขนฯ ชนิดไม่ต้องตรวจสอบพิธีการ ให้ลงลายมือชื่อกำกับไว้ในเอกสารประกอบใบขนสินค้าขาออกทุกฉบับแล้วให้บันทึกข้อมูลการตรวจปล่อย ในเครื่องคอมพิวเตอร์ตามจำนวนที่สำแดงในใบขนฯ ขาออก โดยไม่ต้องเปิดตรวจและสลักรายการตรวจปล่อยในใบขนฯ ขาออก
ในกรณีที่ใบขนสินค้าขาออกฉบับใดติดเงื่อนไข (PROFILE) ในการเลือกตรวจ (SELECTION XRITERIA) หรือเงื่อนไขการตรวจร่วม(HIGH RISK PROFILE) เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ถูกกำหนดชื่อ ให้เป็นผู้ทำการตรวจปล่อยได้รับใบขนสินค้าขาออกแล้ว ให้ตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วยของเอกสาร (หากเป็นใบขนสินค้าขาออกประเภทไม่ต้องตรวจสอบพิธีการ ให้ลงลายมือชื่อกำกับเอกสารแต่ละฉบับไว้เป็นหลักฐาน) แล้วให้ทำการตรวจสินค้าตามปกติเมื่อได้ทำการตรวจสินค้าและ/หรือตรวจร่วมเสร็จเรียบร้อยแล้วให้ผู้ที่กำหนดเงื่อนไข การตรวจร่วม(HIGH RISK PROFILE) หรือ ผู้ที่ได้รับมอบหมายดำเนินการปลดเงื่อนไข(PROFILE) โดยพลันแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ตรวจปล่อยสลักรายการตรวจปล่อยไว้ด้านหลังใบขนสินค้าขาออกตามปกติ พร้อมทั้งระลุจำนวนรวมของเอกสารประกอบใบขนสินค้านั้นไว้ตอนท้ายของการสลักรายการตรวจปล่อยสินค้าด้วย จากนั้นให้บันทึกผลการตรวจปล่อยลงในเครื่องคอมพิวเตอร์และส่งใบขนสินค้าขาออกและเอกสารประกอบไปยังหน่วยงานควบคุมการบรรจุ หรือหน่วยงานควบคุมการบรรทุกโดยพลัน
เมื่อผู้ส่งของออกได้ผ่านพิธีการใบขนสินค้าขาออกครบถ้วนแล้ว โดยหลักการทั่วไปแล้วแรมศุลกากรจะไม่ทำการตรวจปล่อยสำหรับของส่งออกทางเรือโดยระบบคอนเทนเนอร์ เว้นแต่เป็นกรณีใดกรณีหนึ่งหรือหลายกรณีต่อไปนี้ที่กรมศุลกากรยังคงทำการตรวจปล่อยอยู่
(1) ผู้ส่งของออกร้องขอให้ทำการตรวจปล่อยและควบคุมการบรรจุของส่งออกเอง
(2) พนักงานศุลกากรหน่วยงานสืบสวนและปราบปรามทำการเปิดตรวจเนื่องจากมีเหตุอันควร สงสัยหรือสุ่มตรวจสอบตามหลักการบริหารความเสี่ยง
(3) ของส่งกลับในสภาพเดิมเพื่อการขอคืนอากร (Re-export)
(4) ของส่งออกชั่วคราวที่ขอหลักฐานการส่งออกเพื่อใช้ในการยกเว้นอากรตอนนำของบนั้นกลับเข้าในประเทศอีกครังตามพิกัดฯ ภาค 4 ประเภทที่ 1 และ 2
(5) ของส่งออกที่ต้องทำการตรวจสอบของหรือต้องชักตัวอย่างของตามกฎหมายของหน่วยงานต่างๆ หรือตามนโยลายของรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเจ้าหน้าที่ศุลกากรจะไม่ทำการตรวจปล่อยแล้ว ผู้ส่งของออกหรือตัวแทนยังจะต้องนำใบขนสินค้าไปให้หน่วยงานที่รับผิดชอบการส่งออกของกรมศุลกากรดำเนินการอยู่เช่นเดิม โดยเจ้าหน้าที่ศุลกากรหน่วยงานดับกล่าวจะต้องตรวจสอบใบขนสินค้าและเอกสารประกอบ และต้องทำการบันทึกข้อมูลการดำเนินการกับใบขนสินค้าในคอมพิวเตอร์ทุกฉบับ
ผู้ส่งของออก ต้องจัดทำใบกำกับคอนเทนเนอร์ตามแบบที่กรมศุลกากรกำหนด โดยระบุรายละเอียดให้ถูกต้อง แล้วมอบใบกำกับคอนเทนเนอร์ ให้ผู้ควบคุมยานพาหนะที่นำสินค้าไปยังท่าเรือเพื่อไปยื่นให้จ้าหน้าที่ของผู้ประกอบการท่าเรือ ส่วนใบขนสินค้า ให้ผู้ส่งของออกหรือตัวแทนนำไปยื่นที่หน่วยงานศุลกากรที่รับผิดชอบการส่งออกของท่าเรือที่ส่งของออกก่อนที่เรือ ซึ่งบรรทุกสินค้าส่งออกที่ระบุไว้ในใบขนสินค้าขาออกจะออกเดินทางไปต่างประเทศ
การรับบรรทุกสินค้าส่งออก
ในการรับบรรทุกสินค้าส่งออก กรมศุลกากรได้ใช้วิธีการตรวจสอบข้อมูลสินค้าส่งออกจากระบบคอมพิวเตอร์โดยตัวแทนของเรือหรือประกอบการทำเนียบท่าเรือต้องจัดทำแผ่นบันทึกข้อมูล (Diskette) ที่แสดงหมายเลขคอนเทนเนอร์ ชื่อเรือ เที่ยวเรือ วันเรือออก ท่าที่รับบรรทุก ยื่นต่อนายตรวจศุลกากรประจำเรือ พร้อมใบกำกับคอนเทนเนอร์และรายการบรรทุกคอนเทนเนอร์ (Container tally sheet) เป็นรายเที่ยวเรือโดยยื่นภายในวันทำการแรกถัดจากวันเรือออก ซึ่งนายตรวจศุลกากรประจำเรือจะส่งมอบแผ่นบันทึกข้อมูลที่รับมาให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรหน่วยควบยคุมการบรรทุกบันทึกหมายเลขคอนเทนเนอร์ จากแผ่นบันทึกข้อมูล เข้าระบบคอมพิวเตอร์ของกรมศุลกากรเพื่อใช้ตรวจสอบรับรองการบรรทุกต่อไป